...มีเจ้าของที่ดินมากกว่า 500 ไร่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า..
... เมื่อก่อนผมมีที่ดิน 500 ไร่รวมๆ กันทุกเขตของกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ตอนนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมพกเงินในกระเป๋ากินเหล้าครั้งละแสน ทำมาค้าขายไม้ได้เงินดีจริงๆ ลูกๆ ผมส่งเรียนเมืองนอกหมด ไม่ต้องทำงาน เรียนอย่างเดียว เมียผมชอบเล่นหุ้นๆ ก็ขึ้นเอาๆ เรามีเงินสดหลายร้อยล้าน
... มีญาติผมคนหนึ่งเดือดร้อนมายืมเงินผม ผมด่าเขาซะไม่มีชิ้นดี แต่ก็ให้เงินไปนะแสนนึง แล้วบอกเขาว่าไม่ต้องมาหากูอีกนะ กูทานให้ เขารับเงินพร้อมน้ำตา ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกเขาจะรู้สึกยังไง
... ปีต้มยำกุ้ง ผมไม่สะดุ้ง ปีน้ำท่วมน้ำพัดทุกอย่างไปจากชีวิตผมจริงๆ เมื่อผมคิดการใหญ่ตั้งโรงงานอะไหล่ที่อยุธยา ไม่ได้ทำไม้แล้ว รถผม 19 คัน บ้านอีก 5 หลัง ที่ดินทั้งหมด และเงินสดที่เคยมี แฟนผมเล่นหุ้นเจ๊งไปสี่ร้อยกว่าล้าน ลูกๆ ทำธุรกิจก็หมดตัวขาดทุนย่อยยับ ภายใน 2 ปี สิ่งที่ผมมีมันหายไป เหลือไว้เพียงหนี้สินสองร้อยกว่าล้าน
... ปัจจุบัน ผมคือบุคคลล้มละลาย เช่าห้องแถวอยู่ พอได้ขายก๋วยเตี๋ยวประทังชีวิต รอความตายไปวันๆ เมียผมก็ไม่มีกระจิตกระใจทำอะไร ลูกๆ ผมไม่เคยเห็นหน้า ตอนนี้อายุ 76 ผมต้องยกหม้อก๋วยเตี๋ยว ล้างจาน เจ็บป่วยก็ใช้ 30 บาทรักษาได้ทุกโรค ใครจะว่าคุณทักษิณยังไงผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าถ้าไม่มีโครงการนี้ ผมคงนอนกินยาทัมใจแทนไปหาหมอ ทุกวันนี้ผมปลงได้แล้วนะ
ผมมาลำบากตอนแก่ เงินค่าเช่าห้องนี้ ผมไปยืมจากคนที่ผมเคยด่าเขาแล้วให้เขาไปแสนนึง ลูกเขาเป็นคนให้ หลานไม่ได้ด่าผม แต่เขายื่นเงินให้ผมแสนห้า แล้วบอกผมว่า "พ่อผมบากหน้าไปยืมเงินคุณลุง เพราะตอนนั้นผมเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดสมอง พ่อนั่งให้คุณลุงด่า แล้วโยนเงินให้เหมือนหมา พ่อบอกว่าจะตีพ่อก็ยอม เพราะชีวิตลูกมีค่ามากกว่าคนที่จะช่วยได้
เขาด่าตีทำร้ายหัวใจ ถ้ามีเงินให้คืนคุณลุง แสนนี้ผมคืน ห้าหมื่นคือดอกเบี้ย เราไม่มีหนี้บุญคุณกัน แต่ถ้าคุณลุงลำบาก คุณลุงมายืมกับผมๆ จะให้กู้ ผมจะไม่ด่าคุณลุง เหมือนที่คุณลุงด่าพ่อผม จริงถ้าไม่มีเงินคุณลุง ผมคงตาย แต่ถ้าพ่อผมไม่อดทนเพื่อแลกชีวิตผม ผมก็ตาย ผมทำตามที่พ่อบอกแล้ว
... ลูกพ่อดูแลพ่อ ส่วนลูกคุณลุงผมไม่รู้ กรรมของใครของมัน"
... ผมเดินร้องไห้มาถึงบ้าน เอาเงินจ่ายค่าเช่าห้องแถว ลงทุนมีเก็บไว้ 30,000 บาท และผมเข้าใจความรู้สึกของคำว่า กรรมนั้นตามสนอง หลานไม่ได้ด่า แต่หลานพูดความจริง เพียงแต่ผมรับความจริงไม่ได้
... แต่ตอนนี้ผมมีความสุขดีนะ ขอทาน พระ แม่ชี มากินก๋วยเตี๋ยวผม ผมไม่คิดเงิน ตอนผมมีเยอะๆ ผมอยากเก๋เบื่อคนบอกบุญ ผมหลอกเขาว่านับถือคริสต์ ผมไม่เคยทำบุญ ผมเที่ยว ผมกิน ผมมีผู้หญิง หมดตัวมีหนี้สิ้นเพื่อน ไร้ลูก ผมถึงฟังธรรมะได้ เข้าวัดเป็น รู้จักทำทาน อีกหน่อยก็คงตายไป ผมห่วงแค่เมียผม ผมภาวนาให้เมียผมตายก่อนผม เพราะถ้าผมตายก่อนเมียผม ผมจะตายตาไม่หลับ....
... ไม่ต้องถามว่าร้านอยู่แถวไหน เพราะจะไม่บอกครับ เก็บเรื่องราวมาให้อ่าน คนอ่านจบได้กำไร
คนขี้เกียจอ่านก็คงพลาดโอกาส
... กำลังใจจากคุณตาที่ให้มา
"ไม่มีอดตาย สำหรับคนขยัน และจนลง ไม่มีการปลงตก ถ้าไม่เคยสูงสุด แล้วมาต่ำสุด"
...เรื่องนี้สอนข้าพเจ้าได้ลึกซึ้งเหลือเกิน!!!
ขอจงอย่าประมาทในการดำเนินชีวิตเลยนะ...
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559
คิดสักนิด ! ตั้งสติกันสักหน่อย !!!
หลายสิบปีที่ผ่านมา เราใช้เงินกันเก่งขึ้น
ทั้งรูปแบบการใช้เงิน และช่องทางการใช้เงิน
ย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปีก่อน
เราไม่มีร้านอาหารให้กินนอกบ้านเยอะเท่านี้
ตอนนี้ร้านรวงเต็มไปหมด ทั้งในและนอกห้าง
มื้อละพันบาทเป็นเรื่องปกติของคนเงินเดือนหลักหมื่น
ย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปีก่อน
เรายังไม่มีค่าใช้จ่ายหลายช่องทางเท่าทุกวันนี้
เรายังไม่มีค่ามือถือให้ต้องจ่าย ไม่มีค่าอินเทอร์เน็ตให้ต้องเสีย
ไม่มีค่าสมาชิกรายเดือนต่าง ๆ นานาที่ต้องจ่ายประจำ
ไม่มีค่าดูดีในสายตาคนอื่นที่เราต้องจ่ายอีกมาก
เช่น มือถือรุ่นใหม่ รถแต่งสวย ๆ เสื้อผ้า กระเป๋า เช่าคอนโดกลางเมือง
หลายสิบปีที่ผ่านมา เราใช้เงินกันเก่งขึ้น
แต่เรากลับหาเงินกันเก่งเท่าเดิม ด้วยวิธีการเดิม
มีรายได้ทางเดียว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ลองคิดดูสิครับ รอบ 20 กว่าปีที่ผ่าน
คนส่วนใหญ่มีวิธีหาเงินใหม่ ๆ บ้างมั้ย?
ไม่มีแน่นอน
เรายังคิดในกรอบเรื่องการหาเงิน
แต่คิดนอกกรอบเรื่องการใช้เงินไปเรียบร้อยแล้ว
จินตนาการในการใช้เงิน วิ่งไวกว่าจินตนาการในการหาเงิน
จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนยุคนี้จะมีเงินเก็บ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรวย แค่เงินเก็บก็ยากแล้ว
ใครมีเงินเก็บหลักแสนนี่ไม่ธรรมดานะครับ
ทั้งที่ในความจริง เงินแสนใช้ไม่กี่เดือนก็หมดแล้ว
แปลว่าคนยุคนี้ หยุดทำงานไม่ได้ หยุดแล้วจะเอาอะไรกิน?
กิจการไม่มี ที่ดินไม่มี ที่อยู่ก็เช่า
ลูกเต้าก็ไม่มี ทรัพย์สินก็ไม่มี
มีอย่างเดียวคือ "ชีวิต" แล้วเขาก็บอกว่า "ชีวิต ใช้ซะ!"
โอเค ใช้ก็ใช้ งั้นไปตายเอาดาบหน้าละกัน
เขาบอกว่า YOLO! You only Live Once
เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ไม่มีชาติหน้าสำหรับคนยุคนี้
ในเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า
ในสังคมที่เต็มไปด้วยโปรโมชั่นล่อใจ
ถ้าคิดไม่ทัน ก็ยากจนแบบไม่รู้ตัว
พูดง่าย ๆ เราจะกลายเป็นคนที่ "ดูดี แต่ไม่มีตังค์"
ตั้งสติสักนิด คิดอีกหน่อยว่า
ถ้าไม่ตายซะก่อน เราได้แก่แน่นอน
อีก 20 ปีข้างหน้า เราใช้เงินเก่งขึ้นแน่นอน
คำถามก็คือ แล้วอีก 20 ปีข้างหน้า เราหาเงินเก่งขึ้นหรือไม่?
ไม่ต้องตอบผมหรอกครับ
ตอบตัวคุณเองได้เลย
ทั้งรูปแบบการใช้เงิน และช่องทางการใช้เงิน
ย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปีก่อน
เราไม่มีร้านอาหารให้กินนอกบ้านเยอะเท่านี้
ตอนนี้ร้านรวงเต็มไปหมด ทั้งในและนอกห้าง
มื้อละพันบาทเป็นเรื่องปกติของคนเงินเดือนหลักหมื่น
ย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปีก่อน
เรายังไม่มีค่าใช้จ่ายหลายช่องทางเท่าทุกวันนี้
เรายังไม่มีค่ามือถือให้ต้องจ่าย ไม่มีค่าอินเทอร์เน็ตให้ต้องเสีย
ไม่มีค่าสมาชิกรายเดือนต่าง ๆ นานาที่ต้องจ่ายประจำ
ไม่มีค่าดูดีในสายตาคนอื่นที่เราต้องจ่ายอีกมาก
เช่น มือถือรุ่นใหม่ รถแต่งสวย ๆ เสื้อผ้า กระเป๋า เช่าคอนโดกลางเมือง
หลายสิบปีที่ผ่านมา เราใช้เงินกันเก่งขึ้น
แต่เรากลับหาเงินกันเก่งเท่าเดิม ด้วยวิธีการเดิม
มีรายได้ทางเดียว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ลองคิดดูสิครับ รอบ 20 กว่าปีที่ผ่าน
คนส่วนใหญ่มีวิธีหาเงินใหม่ ๆ บ้างมั้ย?
ไม่มีแน่นอน
เรายังคิดในกรอบเรื่องการหาเงิน
แต่คิดนอกกรอบเรื่องการใช้เงินไปเรียบร้อยแล้ว
จินตนาการในการใช้เงิน วิ่งไวกว่าจินตนาการในการหาเงิน
จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนยุคนี้จะมีเงินเก็บ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรวย แค่เงินเก็บก็ยากแล้ว
ใครมีเงินเก็บหลักแสนนี่ไม่ธรรมดานะครับ
ทั้งที่ในความจริง เงินแสนใช้ไม่กี่เดือนก็หมดแล้ว
แปลว่าคนยุคนี้ หยุดทำงานไม่ได้ หยุดแล้วจะเอาอะไรกิน?
กิจการไม่มี ที่ดินไม่มี ที่อยู่ก็เช่า
ลูกเต้าก็ไม่มี ทรัพย์สินก็ไม่มี
มีอย่างเดียวคือ "ชีวิต" แล้วเขาก็บอกว่า "ชีวิต ใช้ซะ!"
โอเค ใช้ก็ใช้ งั้นไปตายเอาดาบหน้าละกัน
เขาบอกว่า YOLO! You only Live Once
เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ไม่มีชาติหน้าสำหรับคนยุคนี้
ในเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า
ในสังคมที่เต็มไปด้วยโปรโมชั่นล่อใจ
ถ้าคิดไม่ทัน ก็ยากจนแบบไม่รู้ตัว
พูดง่าย ๆ เราจะกลายเป็นคนที่ "ดูดี แต่ไม่มีตังค์"
ตั้งสติสักนิด คิดอีกหน่อยว่า
ถ้าไม่ตายซะก่อน เราได้แก่แน่นอน
อีก 20 ปีข้างหน้า เราใช้เงินเก่งขึ้นแน่นอน
คำถามก็คือ แล้วอีก 20 ปีข้างหน้า เราหาเงินเก่งขึ้นหรือไม่?
ไม่ต้องตอบผมหรอกครับ
ตอบตัวคุณเองได้เลย
วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559
สิ่งที่ความตระหนัก !! อะไรคืออนาคตของชาติที่แท้จริง !!!
ชาวจีนโบราณต้องการอยู่อย่างปลอดภัย !!
พวกเขาได้สร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยเชื่อว่าจะไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถปีนมันได้เพราะสูงมาก !
แต่ทว่า !!
ภายในร้อยปีแรก หลังการสร้างกำแพงนั้น เมืองจีนกลับถูกรุกรานถึงสามครั้ง!!
ในแต่ละครั้ง กองทัพบกของศัตรู ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทะลวงกำแพง หรือ ปีนมันเลยแม้แต่น้อย..!
แต่ทว่าในทุกครั้ง พวกเขาใช้วิธีติดสินบนยามเฝ้าประตู แล้วเข้าทางประตูนั่นแหละ.
แน่นอนว่าชาวจีนมัวแต่ห่วงเรื่องสร้างกำแพงจนลืมสร้างคนเฝ้ากำแพง !!
เพราะการสร้างคน !..
ต้องมาก่อนการสร้างทุกสิ่ง และนี่คือสิ่งที่คนหนุ่มสาวของพวกเราทุกวันนี้ ต้องตระหนักให้มาก !!!
นักบูรพาคดีคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า :
ถ้าท่านต้องการทำลาย อารยธรรมของประชาชาติหนึ่ง ประชาชาติใด มีขั้นตอนอยู่สามอย่างคือ:
1.ทำลายครอบครัว !.
2.ทำลายการศึกษา !!
3.ล้มบุคคลต้นแบบและตัวอย่างที่ดีงามของพวกเขา.
เพราะเมื่อแม่ที่ฉลาด !!
ครูที่จริงใจและต้นแบบที่ดีหายไป!!!
แล้วจะมีใครเล่าที่จะมาคอยเฝ้าเลี้ยงดูต้นกล้าคือเยาวชนผู้ที่จะเป็นอนาคตของชาติให้มีคุณธรรมต่อไป??
ถึงเวลาหรือยัง ? ที่เราจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับสถาบันที่ใกล้ตัวที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุด ที่หลายๆคนมักมองข้ามไป..
พวกเขาได้สร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยเชื่อว่าจะไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถปีนมันได้เพราะสูงมาก !
แต่ทว่า !!
ภายในร้อยปีแรก หลังการสร้างกำแพงนั้น เมืองจีนกลับถูกรุกรานถึงสามครั้ง!!
ในแต่ละครั้ง กองทัพบกของศัตรู ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทะลวงกำแพง หรือ ปีนมันเลยแม้แต่น้อย..!
แต่ทว่าในทุกครั้ง พวกเขาใช้วิธีติดสินบนยามเฝ้าประตู แล้วเข้าทางประตูนั่นแหละ.
แน่นอนว่าชาวจีนมัวแต่ห่วงเรื่องสร้างกำแพงจนลืมสร้างคนเฝ้ากำแพง !!
เพราะการสร้างคน !..
ต้องมาก่อนการสร้างทุกสิ่ง และนี่คือสิ่งที่คนหนุ่มสาวของพวกเราทุกวันนี้ ต้องตระหนักให้มาก !!!
นักบูรพาคดีคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า :
ถ้าท่านต้องการทำลาย อารยธรรมของประชาชาติหนึ่ง ประชาชาติใด มีขั้นตอนอยู่สามอย่างคือ:
1.ทำลายครอบครัว !.
2.ทำลายการศึกษา !!
3.ล้มบุคคลต้นแบบและตัวอย่างที่ดีงามของพวกเขา.
เพราะเมื่อแม่ที่ฉลาด !!
ครูที่จริงใจและต้นแบบที่ดีหายไป!!!
แล้วจะมีใครเล่าที่จะมาคอยเฝ้าเลี้ยงดูต้นกล้าคือเยาวชนผู้ที่จะเป็นอนาคตของชาติให้มีคุณธรรมต่อไป??
ถึงเวลาหรือยัง ? ที่เราจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับสถาบันที่ใกล้ตัวที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุด ที่หลายๆคนมักมองข้ามไป..
วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559
ปฏิบัติต่อคนอื่นนุ่มนวลหน่อย ♡♡♡♡♡
เด็กชายคนหนึ่ง เลี้ยงเต่าไว้ตัวหนึ่ง
วันนี้ เขาคิดค้นทุกวิธีที่จะให้เต่าตัวนี้ ยื่นหัวออกมา แต่ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ก็ไม่สามารถกระทำสำเร็จ เขาลองเอาไม้มาเคาะ ใช้มือตบ...แต่ไม่ว่าจะเคาะและตบอย่างไร เต่าก็ไม่ขยับเขยื้อน ทำให้เขาอารมณ์เสียอย่างยิ่ง
ภายหลัง..คุณปู่ของเขามาพบเห็น ยิ้มๆ แล้วช่วยเขานำเต่าไปวางใกล้เตาผิง ซึ่งมีความอุ่นอยู่เพียงครู่เดียว เพราะอุณหภูมิที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น เต่าตัวนี้จึงค่อยๆยื่นหัว ยื่นขาและหางออกมาจากกระดอง เด็กชายยิ้มแย้มด้วยความร่าเริงเบิกบานใจ
ท้ายสุด..คุณปู่บอกเด็กชายว่า " ยามที่เธอต้องการให้ผู้อื่น กระทำและเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเธอ อย่าใช้วิธีการโจมตีหรือจู่โจมเข้าใส่ แต่ให้การดูแลที่อบอุ่นแก่เขา วิธีการนี้กลับจะได้ผลที่ดีกว่า "
ไม่ใช่หรอกหรือ ? เหมือนดั่งเรื่องราวนี้ ที่เด็กผู้ชายปฏิบัติต่อเต่า บ่อยครั้งที่พวกเรามุ่งหวังให้ผู้อื่นรับฟังความคิดเห็นของเรา หรืออยากให้ผู้อื่นกระทำตามความต้องการ หรือเปลี่ยนแปลงตามที่เราต้องการ พวกเรามักจะใช้วิธีการ อีกทั้งคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หากเรานำคำพูดของคุณปู่ในเรื่องนี้มาพิจารณา ยามที่เราต้องการให้ผู้อื่นกระทำตาม และเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเรา อย่าใช้วิธีการโจมตีหรือจู่โจม หรือวิจารณ์ แต่ให้การดูแลที่อบอุ่น วิธีการนี้กลับจะได้ผลที่ดีกว่า
* ปฏิบัติต่อผู้อื่นนุ่มนวลหน่อย *
ปฏิบัติต่อผู้อื่น อ่อนน้อมนุ่มนวลอีกหน่อย ให้รอยยิ้มและความอบอุ่นแก่ผู้อื่น ในเวลาอันควร ไม่เพียงทำให้ข้อเสนอของเราได้รับการยอมรับ กลับทำให้คำพูดและความคิดเห็นของเราซึมซับเข้าไปในหัวใจของผู้อื่นง่ายดายยิ่งขึ้น
ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยอารมณ์โกรธ เป็นการกระทำของผู้โง่เขลา ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนน้อมนุ่มนวลอีกนิด กลับจะได้ผลที่ดีกว่าอย่างคาดไม่ถึง
《 จะมอบสิ่งของให้ผู้อื่น ผู้อื่นไม่รับ ตัวเราเองต้องเอากลับคืนมา
คำพูดที่ด่าว่าผู้อื่น ผู้อื่นไม่รับ ก็เป็นตัวเราเองที่ต้องเอากลับคืนมา 》
Cr : Niwat Ringvicha
วันนี้ เขาคิดค้นทุกวิธีที่จะให้เต่าตัวนี้ ยื่นหัวออกมา แต่ไม่ว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ก็ไม่สามารถกระทำสำเร็จ เขาลองเอาไม้มาเคาะ ใช้มือตบ...แต่ไม่ว่าจะเคาะและตบอย่างไร เต่าก็ไม่ขยับเขยื้อน ทำให้เขาอารมณ์เสียอย่างยิ่ง
ภายหลัง..คุณปู่ของเขามาพบเห็น ยิ้มๆ แล้วช่วยเขานำเต่าไปวางใกล้เตาผิง ซึ่งมีความอุ่นอยู่เพียงครู่เดียว เพราะอุณหภูมิที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น เต่าตัวนี้จึงค่อยๆยื่นหัว ยื่นขาและหางออกมาจากกระดอง เด็กชายยิ้มแย้มด้วยความร่าเริงเบิกบานใจ
ท้ายสุด..คุณปู่บอกเด็กชายว่า " ยามที่เธอต้องการให้ผู้อื่น กระทำและเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเธอ อย่าใช้วิธีการโจมตีหรือจู่โจมเข้าใส่ แต่ให้การดูแลที่อบอุ่นแก่เขา วิธีการนี้กลับจะได้ผลที่ดีกว่า "
ไม่ใช่หรอกหรือ ? เหมือนดั่งเรื่องราวนี้ ที่เด็กผู้ชายปฏิบัติต่อเต่า บ่อยครั้งที่พวกเรามุ่งหวังให้ผู้อื่นรับฟังความคิดเห็นของเรา หรืออยากให้ผู้อื่นกระทำตามความต้องการ หรือเปลี่ยนแปลงตามที่เราต้องการ พวกเรามักจะใช้วิธีการ อีกทั้งคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หากเรานำคำพูดของคุณปู่ในเรื่องนี้มาพิจารณา ยามที่เราต้องการให้ผู้อื่นกระทำตาม และเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเรา อย่าใช้วิธีการโจมตีหรือจู่โจม หรือวิจารณ์ แต่ให้การดูแลที่อบอุ่น วิธีการนี้กลับจะได้ผลที่ดีกว่า
* ปฏิบัติต่อผู้อื่นนุ่มนวลหน่อย *
ปฏิบัติต่อผู้อื่น อ่อนน้อมนุ่มนวลอีกหน่อย ให้รอยยิ้มและความอบอุ่นแก่ผู้อื่น ในเวลาอันควร ไม่เพียงทำให้ข้อเสนอของเราได้รับการยอมรับ กลับทำให้คำพูดและความคิดเห็นของเราซึมซับเข้าไปในหัวใจของผู้อื่นง่ายดายยิ่งขึ้น
ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยอารมณ์โกรธ เป็นการกระทำของผู้โง่เขลา ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนน้อมนุ่มนวลอีกนิด กลับจะได้ผลที่ดีกว่าอย่างคาดไม่ถึง
《 จะมอบสิ่งของให้ผู้อื่น ผู้อื่นไม่รับ ตัวเราเองต้องเอากลับคืนมา
คำพูดที่ด่าว่าผู้อื่น ผู้อื่นไม่รับ ก็เป็นตัวเราเองที่ต้องเอากลับคืนมา 》
Cr : Niwat Ringvicha
วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559
ข้าวโพดหวานสีแดง.. สายพันธุ์แรกของโลก!!
ส่งผลให้เกิดไอเดียที่จะทดลองนำมาทำเป็นข้าวโพดหวานพิเศษสีแดง เพื่อเพิ่มตัวเลือกที่มีคุณค่าทางอาหาร และสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค เพราะในโลกนี้พันธุ์ข้าวโพดหวานพิเศษ (super sweet corn) มีแค่เพียง 2 สี ขาวกับเหลืองเท่านั้นเอง
ดร.ทวีศักดิ์ พูดถึงข้อดีของสารสีแดงที่พบในข้าวโพดจากนั้นทีมงานวิจัยจึงได้เริ่มจากการแยกยีนสร้างสารสีแดงออกมาจากข้าวโพดข้าวเหนียว และนำไปผสมกับข้าวโพดหวานพิเศษด้วยวิธีการปรับปรุงพันธุ์โดยธรรมชาติ (conventional breeding) ไม่มีการตัดต่อยีนใดๆทั้งสิ้นแล้วจึงคัดเลือกสายพันธุ์พ่อแม่นำไปสร้างลูกผสมใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลา 3 ปีกว่า เพื่อคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ให้กลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่มีความหวานกรอบ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และยังมีสีแดงเข้มสวยงามเหมือนสีทับทิม
สำหรับผลผลิตเพื่อการค้าให้คนทั่วไปลิ้มลอง จะสามารถวางจำหน่าย ในตลาดได้เป็นครั้งแรก ภายเดือน ก.ค.ปีนี้ จากแปลงปลูก 50 ไร่ ต.พุคำจาน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 08-1825-0403.
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/591668
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันนอนหลับโลก ( World Sleep Day )
วันนี้เป็นวันนอนหลับโลกจริงๆ นะ😴
วันนอนหลับโลก ศุกร์ที่ 3 ของเดือนมีนาคมทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 18 มี.ค. สำหรับวันนอนหลับโลกมีขึ้นเป็นปีที่ 8 แล้ว สนับสนุนโดยสมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลกที่ ต้องการกระตุ้นให้คนทั่วไปเห็นความสำคัญของการนอน อีกทั้งยังเรียกร้องให้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงผู้ป่วยที่นอนไม่หลับ เนื่องจากปัจจุบันประชากรทั่วโลกกว่า 45% ต้องเผชิญกับคุณภาพชีวิตที่แย่เพราะนอนไม่หลับ
กิจกรรมวันนอนหลับโลก หรือ “World Sleep Day” นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการมีสุขภาพดี สะท้อนให้เห็นข้อดีของการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ หรือถ้าให้ตรงกับสำนวนไทยบ้านเราก็คือ “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” อยากให้เรารู้จักใช้ชีวิต หมั่นออกกำลัง และจัดการกับภาวะที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างเหมาะสม
เพราะร่างกายของคนเราควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่
โดยเด็กแรกเกิด-5 ปี ควรนอน 10-17 ชั่วโมง
วัยเข้าโรงเรียน (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง
วัยรุ่น (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง
ส่วนวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ (18-65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-9 ชั่วโมง
คนเราควรที่จะพยายามเข้านอนก่อน 4 ทุ่มครึ่ง เพื่อจะได้ตื่นขึ้นมามีร่างกายที่สดชื่นในวันรุ่งขึ้น และมีชีวิตที่ยืนยาวอีกด้วย เราถึงต้องนอนหลับสำหรับคนที่ต้องการมีสุขภาพดี เฉลียวฉลาด ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิต และพัฒนาความจำ
ข้าวโพดสายรุ้ง ข้าวโพดที่สวยที่สุด
Corn Rainbow , Glass Gem Corn
ข้าวโพดที่สวยที่สุดในโลก ข้าวโพดอัญมณีแก้ว งดงามแวววาวราวกับทำมาจากแก้วจริง ๆ จากฝีมือการพัฒนาสายพันธุ์โดยชนพื้นเมืองอเมริกัน อยากรู้ว่าต้นกำเนิด ข้าวโพดอัญมณีแก้ว มาจากไหน ไปดูกัน
ข้าวโพดสายรุ้ง จะเรียกได้ว่าเป็นข้าวโพดสายพันธุ์ที่สวยที่สุดในโลกก็คงไม่ผิด เพราะสำหรับข้าวโพดอัญมณีแก้ว (Glass Gem Corn) ที่ใครได้เห็นก็เป็นต้องทึ่งกับความงดงามราวกับอัญมณีของมัน จนนึกว่าเป็นข้าวโพดปลอมที่ทำขึ้นจากแก้วหลากสีที่แข่งกันส่องสีสวยประกายแวววาว จนได้รับชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ข้าวโพดสายรุ้ง เลยทีเดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่าข้าวโพดอัญมณีแก้วเหล่านี้เป็นข้าวโพดจริงๆ แถมยังนำมาทานได้จริงๆ ด้วย
สำหรับต้นกำเนิดของข้าวโพดอัญมณีแก้วนั้น เริ่มขึ้นเมื่อนายคาร์ล บาร์นส์ เกษตรกรชาวเชอโรคี ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกัน จากรัฐโอคลาโฮมา สหรัฐฯ เริ่มสังเกตเห็นว่าบางครั้งข้าวโพดในไร่ของเขาจะมีสีของเมล็ดที่ดูต่างไปจากปกติ เขาจึงได้เริ่มอุทิศชีวิตเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดขึ้น จนในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จและสามารถเพาะพันธุ์ ข้าวโพดอัญมณีแก้ว ที่ไม่ว่าใครได้เห็นเป็นต้องชื่นชมในความงดงามราวกับงานศิลป์มากกว่าจะเป็นเพียงธัญพืชของมัน
จากนั้น ในปี 2553 ก่อนที่นายคาร์ลจะสิ้นใจ เขาได้ฝากข้าวโพดอัญมณีแก้วที่เขาเคยเก็บไว้แก่ นายเกรก สโคน นักเพาะพันธุ์ข้าวโพดเพื่อฝากภารกิจในการปกป้องสายพันธุ์ข้าวโพดอันงดงามที่เขาค้นพบไม่ให้สูญหายไป
ซึ่งความหวังของนายคาร์ลก็เป็นจริง เมื่อข้าวโพดอัญมณีแก้วได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จนมีสีสันที่ต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิมออกมาหลากหลายสีด้วยกัน
สีของข้าวโพดสายรุ้งจะมีหลายสีมาก ขึ้นอยู่กับการรับแสงและปรับสายพันธุ์ของสี
นำเมล็ดข้าวโพดสายอัญมณี หรือ ข้าวโพดสายรุ้งมาจากต่างประเทศ เข้ามาจำหน่าย ส่วนสีที่ได้ของข้าวโพดสายรุ้งขึ้นอยู่กับการได้รับแสงและดินที่ใช้สำหรับเพาะปลูกก็ส่งผลต่อสีด้วย
โดยถ้าข้าวโพดที่ได้รับแสงจัดสีก็จะเข้มไปด้วย แต่ถ้าได้รับแสงน้อย หรืออยู่ในร่มของต้นไม้อื่น สีก็จะเข้มน้อยลง..
ข้าวโพดที่สวยที่สุดในโลก ข้าวโพดอัญมณีแก้ว งดงามแวววาวราวกับทำมาจากแก้วจริง ๆ จากฝีมือการพัฒนาสายพันธุ์โดยชนพื้นเมืองอเมริกัน อยากรู้ว่าต้นกำเนิด ข้าวโพดอัญมณีแก้ว มาจากไหน ไปดูกัน
ข้าวโพดสายรุ้ง จะเรียกได้ว่าเป็นข้าวโพดสายพันธุ์ที่สวยที่สุดในโลกก็คงไม่ผิด เพราะสำหรับข้าวโพดอัญมณีแก้ว (Glass Gem Corn) ที่ใครได้เห็นก็เป็นต้องทึ่งกับความงดงามราวกับอัญมณีของมัน จนนึกว่าเป็นข้าวโพดปลอมที่ทำขึ้นจากแก้วหลากสีที่แข่งกันส่องสีสวยประกายแวววาว จนได้รับชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าเป็น ข้าวโพดสายรุ้ง เลยทีเดียว แต่เชื่อหรือไม่ว่าข้าวโพดอัญมณีแก้วเหล่านี้เป็นข้าวโพดจริงๆ แถมยังนำมาทานได้จริงๆ ด้วย
สำหรับต้นกำเนิดของข้าวโพดอัญมณีแก้วนั้น เริ่มขึ้นเมื่อนายคาร์ล บาร์นส์ เกษตรกรชาวเชอโรคี ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอเมริกัน จากรัฐโอคลาโฮมา สหรัฐฯ เริ่มสังเกตเห็นว่าบางครั้งข้าวโพดในไร่ของเขาจะมีสีของเมล็ดที่ดูต่างไปจากปกติ เขาจึงได้เริ่มอุทิศชีวิตเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดขึ้น จนในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จและสามารถเพาะพันธุ์ ข้าวโพดอัญมณีแก้ว ที่ไม่ว่าใครได้เห็นเป็นต้องชื่นชมในความงดงามราวกับงานศิลป์มากกว่าจะเป็นเพียงธัญพืชของมัน
จากนั้น ในปี 2553 ก่อนที่นายคาร์ลจะสิ้นใจ เขาได้ฝากข้าวโพดอัญมณีแก้วที่เขาเคยเก็บไว้แก่ นายเกรก สโคน นักเพาะพันธุ์ข้าวโพดเพื่อฝากภารกิจในการปกป้องสายพันธุ์ข้าวโพดอันงดงามที่เขาค้นพบไม่ให้สูญหายไป
ซึ่งความหวังของนายคาร์ลก็เป็นจริง เมื่อข้าวโพดอัญมณีแก้วได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จนมีสีสันที่ต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิมออกมาหลากหลายสีด้วยกัน
สีของข้าวโพดสายรุ้งจะมีหลายสีมาก ขึ้นอยู่กับการรับแสงและปรับสายพันธุ์ของสี
นำเมล็ดข้าวโพดสายอัญมณี หรือ ข้าวโพดสายรุ้งมาจากต่างประเทศ เข้ามาจำหน่าย ส่วนสีที่ได้ของข้าวโพดสายรุ้งขึ้นอยู่กับการได้รับแสงและดินที่ใช้สำหรับเพาะปลูกก็ส่งผลต่อสีด้วย
โดยถ้าข้าวโพดที่ได้รับแสงจัดสีก็จะเข้มไปด้วย แต่ถ้าได้รับแสงน้อย หรืออยู่ในร่มของต้นไม้อื่น สีก็จะเข้มน้อยลง..
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















