วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

กฎแห่งกรรม “น้ำตาแม่ตก” ลองเสียเวลาอ่านสักนิด แล้วคุณจะเข้าใจ !!!!

กรรมติดจรวด”!!! หนุ่มไล่แม่ออกจากบ้าน ไม่เชื่อกฎแห่งกรรม ทำ “น้ำตาแม่ตก”สุดท้ายชีวิตพลิกผัน สำนึกได้เมื่อสายไปเสียแล้ว!!!???


 เมื่อสมัยข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ผู้ใหญ่เคยพูดว่าใครไม่มีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ผู้มีพระคุณ คนผู้นั้นคบไม่ได้ ท่านห้ามไม่ให้คบ เพียงพ่อแม่เลี้ยงดูมาเป็นพระคุณสูงสุดของเรา ให้ความรัก ให้ความเป็นห่วง ให้ความเมตตาปรานี ไม่มีใครจะรักเราหวังดีต่อเรามากเท่าพ่อแม่บังเกิดเกล้า มีอยู่ในโลกเพียงสองคนเท่านั้น

 เมื่อท่านล้มหายตายจากไปแล้ว หาไม่ได้อีก ลูกชั่วมันไม่รู้พระคุณพ่อแม่แล้ว มันยังเนรคุณอีก แล้วใครจะคบมันได้ คนพวกนี้ไม่ซื่อกับใคร


ข้าพเจ้าก็เพียงจำเอาไว้ว่า คนที่ไม่เคารพพ่อแม่ของตัวนั้นเป็นคนคบไม่ได้ มันก็คบเพื่อนที่ดีไม่ได้เพราะคนดีเขาก็ไม่คบ คงจะคบได้แต่พวกอกตัญญูพวกนิสัยชั่วเหมือนกัน ผู้ใหญ่สมัยก่อนสอนเด็กพวกลูกหลานว่า ใครหรือลูกคนใดทำให้พ่อแม่ช้ำอกช้ำใจจนถึงน้ำตาตก คนผู้นั้นก็บาปหนัก จะต้องได้รับกรรมตามสนองในวันหนึ่งข้างหน้า หนีกรรมที่ตนทำไว้ไม่พ้น

ข้าพเจ้าได้ฟังคำของผู้ใหญ่ก็จดจำไว้ รู้ว่าเพื่อนคนไหนมีประวัติไม่เคารพพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ก็ไม่ยอมคบให้ความสนิทสนม และต่อมาได้ติดตามดูการครองชีวิตของคนผู้นั้น ไม่มีความเจริญมีแต่ความเสื่อม สุดท้ายกรรมตามสนอง มีลูกก็ไม่มีความกตัญญูแก่ตัว เช่นเดียวกับตัวได้ทำกับพ่อแม่ในอดีต นี่เป็นผลกรรม


ข้าพเจ้าได้รับบันทึกจากพระภิกษุรูปหนึ่ง เขียนมาจากวัดโขดทิมราชธาราม ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ท่านได้บันทึกเรื่องที่ท่านได้ประสบการณ์เกิดขึ้นก่อนอุปสมบท ครั้งท่านยังเป็นฆราวาสในบันทึกของท่านได้เขียนว่า

อาตมาได้ประสบการณ์พบเห็นเรื่องจริงได้เกิดขึ้นแล้วด้วยตัวของอาตมาเอง เห็นว่าเข้ากับในชุด “กฎแห่งกรรม” ที่คุณโยมเขียน เพราะอาตมาได้อ่านชุด “กฎแห่งกรรม” รู้สึกมีประโยชน์มาก เพราะทำให้ผู้อ่านจิตใจสบายขึ้น อาตมาจึงได้บันทึกความจริงส่งมาให้ อยากให้คุณโยมพิจารณาดู เรื่องบุคคลที่ได้สร้างกรรมทำชั่วไว้กับผู้เป็นแม่ผู้มีพระคุณสูงยิ่ง ขาดความกตัญญูแล้วหนีไม่พ้นกรรมตามสนอง ตามสนองในชาตินี้ พอรู้ตัวว่าผิดก็หมดลมหายใจ



เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเวลาที่อาตมารับราชการเป็นพนักงานแผนกที่ดิน อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีเพื่อนร่วมโรงเรียนจบพร้อมกันและมีอายุเท่ากัน ปีเดียวกัน แต่ทำงานคนละแผนกในอำเภอเดียวกัน วันหนึ่งในเวลาราชการ อาตมาเดินออกจากแผนกที่ดินเพื่อนำหนังสือมาเสนอให้นายอำเภอลงนาม ก่อนที่จะเข้าห้องนายอำเภอ ต้องผ่านหน้าห้องมีโต๊ะปลัดอำเภอตั้งอยู่

 เห็นโยมแม่ของเพื่อนยืนร้องไห้อยู่ที่ข้างโต๊ะปลัด เห็นเพื่อนผู้เป็นลูกยืนแสดงสีหน้าเครียดกำลังอารมณ์เสีย ขึ้นเสียงดังด้วยความโกรธ อาตมายืนนิ่งฟังอยู่ห่างๆ เพราะยังไม่รู้เรื่องต้นสายปลายเหตุ ที่สุดก็จับใจความได้ว่า เพื่อนผู้นี้กำลังจะไล่แม่ให้ออกจากบ้าน ไม่สนใจว่าแม่จะไปอาศัยอยู่ที่ไหน

อาตมาฟังแล้วต้องชะงักยืนงง ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเพื่อนจะใจเหี้ยมโหดรุนแรงถึงเพียงนี้ อาตมาคิดแล้วก็เศร้าใจ เพราะเพื่อนผู้นี้เคยจบหกพร้อมกันที่โรงเรียนระยองมิตรอุปถัมภ์ และเวลานั้นเพื่อนก็มีภรรยาแล้ว แต่ยังไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อมาพิจารณาดูตั้งแต่เพื่อนได้ภรรยาแล้วก็เปลี่ยนนิสัยไป ก่อนอยู่สองคนกับแม่ก็เป็นคนดี

อาตมาได้ยินปลัดอำเภอได้พยายามไกล่เกลี่ย เปรียบเทียบชี้ให้เห็นบุญบาป ที่ทำให้แม่เสียอกเสียใจถึงกับน้ำตาตก ร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วพูดด้วยเสียงสั่นๆ อย่างน้อยอกน้อยใจ แต่ไม่ได้พูดรุนแรงกับลูก พูดจาเรียบๆ ไม่หยาบคาย เหมือนไม่โกรธตอบลูก แต่พูดให้ลูกเห็นใจ มิได้ใช้วาจาหยาบคายตามอารมณ์ ฟังแล้วก็คิดสงสาร เสียงผู้เป็นแม่พูดว่า

“แม่ได้ยกบ้านให้ลูกแล้ว เพียงแต่แม่อาศัยไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น แม่ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด และแม่ก็ไม่โกรธลูกที่ว่าแม่ ไล่แม่ แม่รู้ตัวว่าแม่แก่แล้ว อยู่ได้ไม่นานแม่ก็จะตาย ลูกไม่ควรจะไล่แม่ไปอยู่ที่อื่น แล้วแม่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ไปอาศัยใครเขาก็คงรังเกียจคนแก่ ช่วยทำงานอะไรให้เขาก็ไม่ไหว เห็นแก่แม่ที่เลี้ยงลูกมาจนโตเถิด แม่แก่แล้วจะอยู่กับลูกไม่นานก็ตาย”

อาตมายืนฟังด้วยความสลดใจ น้ำตามันจะไหลออกมา ข้าราชการบนอำเภอต่างก็หน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะความสงสารผู้เป็นแม่ คำพูดของแม่แต่ละคำมิได้พูดให้กระเทือนใจลูกเลย มีแต่คำอ้อนวอนให้ลูกมีความสงสารแม่เท่านั้น แต่ลูกกลับมีกิริยาทั้งขู่ทั้งตวาด ใช้วาจาหยาบคายต่อแม่บังเกิดเกล้า เสียงตวาดว่า

“ต้องออกจากบ้านเพราะบ้านเป็นของฉัน แม่ยกให้ฉัน ไม่ใช่ของแม่แล้ว แม่ไม่มีสิทธิ์จะอยู่ต่อไป แม่ไม่มีที่อยู่ ไปอยู่วัดก็ได้ ขอให้ไปพ้นบ้านฉัน”

อาตมาฟังแล้วมีความแค้นและเจ็บใจแทนผู้เป็นโยมแม่ของเพื่อน ไม่นึกว่าเพื่อนจะมีจิตใจร้ายกาจเยี่ยงสัตว์เช่นนี้ พวกข้าราชการบนอำเภอต่างก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับอาตมา มีแต่คนแช่งด่าชังน้ำหน้า ไม่มีใครยกย่องว่าเป็นคนดี

อาตมารู้สึกหูหน้าร้อนชา เลือดฉีดแรงขึ้นหน้าเพราะโกรธแทนโยมแม่ของเพื่อน สงสารและเห็นใจ นึกในใจเพื่อนอย่างนี้เลิกคบค้าสมาคมนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป อาตมารู้ตัวดีจึงรีบเดินออกจากที่นั่น ก่อนที่จะระงับอารมณ์ไม่อยู่ ทนดูเพื่อนเป็นไอ้ลูกอกตัญญูไม่ไหว

ต่อจากนั้นอาตมาก็ไม่อยากทราบเรื่องให้เกิดความขุ่นใจเปล่าๆ เพราะอาตมาตัดการเป็นเพื่อนฝูงสิ้นสุดกันแล้ว อาตมาคิดว่าเพื่อนคนนี้ต่อไปจะไม่มีความเจริญ มีแต่จะเสื่อมลง กรรมจะต้องตามสนองในวันหนึ่งข้างหน้า

หลังจากนั้นต่อมาประมาณเดือนเศษ หรือสองเดือนอาตมาก็จำไม่ได้ ในปีเดียวกัน เพื่อนผู้นี้ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ๕๐ ซีซี มาทำงานที่อำเภอเป็นประจำ เช้าวันนั้นประมาณ ๘.๐๐ น. เพื่อนได้ขี่รถออกจากบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ ๖ กม. ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง เมื่อขี่จักรยานยนต์ผ่านมาถึงหน้าศาลากลางจังหวัด

เหตุการณ์ที่ไม่เคยนึกเคยฝันก็เกิดขึ้น รถที่เพื่อนขี่มานั้นวิ่งตรงเข้าชนท้ายรถเมล์ที่จอดเฉยอยู่ข้างถนน เหมือนมีอาถรรพณ์เป็นเหตุให้รถแหลก ตัวเองก็บาดเจ็บสาหัสมีผู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นเล่าว่า เมื่อเข้าช่วยพยุงร่างที่ไม่ได้สติออกมา เพื่อจะรีบนำตัวคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด สุดท้ายก่อนที่เพื่อนของอาตมาจะสิ้นลมหายใจ ก็ร้องไห้ออกมาเหมือนทารกแล้วรำพันเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“แม่จ๋า ลูกรู้ตัวว่าลูกผิดไปแล้ว แม่จ๋า อภัยให้ลูกด้วยแม่อยู่ไหน” พอสิ้นเสียงก็สิ้นใจ

เมื่อรู้ถึงผู้เป็นแม่ว่า ลูกชายเกิดอุบัติเหตุ ก็ตกใจลืมเรื่องที่ลูกเคยไล่ให้แม่ออกจากบ้าน เหลือแต่ความรักความอาลัยที่มีต่อลูก เมื่อรู้ข่าวว่าลูกตาย ก็เหมือนใครมาควักเอาดวงใจออกจากร่าง ร้องออกมาว่า “โธ่ ลูกรัก เจ้าหนีแม่ไปแล้ว” ก็ร่ำไห้รำพันถึงความรักที่มีต่อลูกชายคนเดียวจนสิ้นสติสมประดี หมดอาลัยในชีวิตที่จะอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไป

นี่ก็ชี้ให้เห็นว่า ความรักในโลกนี้ไม่มีใครรักลูกเกินกว่าแม่บังเกิดเกล้า แม้ลูกจะชั่วร้ายอกตัญญู ไม่รู้คุณทั้งยังทำให้แม่น้ำตาตกแม่ก็ยังรัก และยังให้อภัยลูกเสมอ แม่ฆ่าลูกไม่ได้ ขายลูกไม่ขาด

อาตมาอยากจะพูดว่า ลูกคนใดมีความเคารพกตัญญูต่อพ่อแม่บังเกิดเกล้า กรรมดีจะเป็นสิริมงคลมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตของผู้นั้น ตรงข้ามผู้ใดอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ กรรมชั่วนั้นจะตามสนอง เพราะไม่มีใครหนี “กฎแห่งกรรม” ไปได้ อยู่ที่เวลาจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

งานฌาปนกิจศพเพื่อนอาตมาคนนี้ได้จัดขึ้น ณ เมรุวัดบ้างแลง ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง อาตมาก็ไปในงานเพราะรู้สึกเศร้าใจในชะตากรรมของเพื่อนอาตมา ที่เคยเกลียดเคยชังในการที่เพื่อนได้เคยปฏิบัติต่อแม่บังเกิดเกล้ามาแล้ว อาตมาก็ได้อโหสิกรรมให้หมดสิ้นไปแล้ว เพราะเพื่อนก็ได้รับเคราะห์กรรมตามสนองแล้ว งานประชุมเพลิงวันนั้น ผู้ไปในงานรู้ชีวิตเบื้องหลังของเพื่อน ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ที่เพื่อนหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น บัดนี้ได้ตามสนองเพื่อนแล้ว คงจะเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังต่อไป

โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๑

cr. http://www.siamvariety.com/view-12420.html

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ตื่นเถิดชาวพุทธ ! อย่าปล่อยให้เป็นนาลันทา 2 !!!

..พุทธสถานของเรา ควรห้ามโดยเด็ดขาดที่ไม่ใช่ชาวพุทธ เอาบ้างปล่อยไว้มานาน...


 หรือจะนอนหลับปล่อยให้เป็นนาลันทา..สอง..มันกำลังเกิดขึ้นแล้ว..ตื่นเถิดชาวพุทธ..ตื่นเถิด?เพื่อพระพุทธศาสนา..


อนุโมทนาสาธุ..
ในเมื่อประจำชาติไม่ได้ เอาประจำหมู่บ้านแบบนี้สุดยอดครับ
ผู้นำสร้างพลังชุมชนไว้แบบนี้ดีมาก และดีกว่า....ที่ไม่คิดทำอะไรเลยไม่คิดทำอะไรสักอย่าง สงสารลูกหลานครับมองให้ไกลๆ


วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

'ทักษิณ'ลั่นหากกลับไทย จะปวารณาตัวจรรโลงศาสนา!!

ไม่ใช่ปราชญ์ เพียงไม่อาจทนเห็นหลวงปู่หลวงตาทั้งหลาย โดนใส่ร้ายป้ายสี...เกลียดแบบไร้สาระ


ถ้าจะถามว่าอดีตนายก "ทักษิณ" เป็นคนอย่างไร.. ก็ต้องดูว่าผู้พูด "ชอบ" ใส่เสื้อสีอะไร.??

เหรียญยังต้องมี "สองด้าน" เพราะฉะนั้น "คน" ก็ต้องมีสอง "บุคลิก" ฉันใดก็ฉันเพล..

ตราบใดที่ยังไม่หมด "กิเลส" มันก็ต้อง "มี" กันมั่งหละโยม.!!


เทวดายังมีการ "ตกสวรรค์" เมื่อเกิดความ "โกรธ" หรือยาม "เพลิดเพลิน" จนลืม.. เหวย!!

แล้วนับประสาอะไรกับพวก "มนุษย์" ที่ยังต้องกิน ต้องนอน..

จะ "บิน" ไปหารับประทานไข่ปลา "คาร์เวีย" มั่งไม่ได้.!!

สถานการณ์ของ "พระพุทธศาสนา" ณ.ปัจจุบัน ต้องถือว่าอยู่ในขั้น.. วิกฤต.!!!

มีการปล่อยให้ "นักเลงโต" เที่ยวออกมาประท้วง "จาบจ้วง" พระผู้ใหญ่.. 

เดินสาย "ฟ้องร้อง" ไปตาม "โรงพัก" เสมือนหนึ่งรับกิจนิมนต์ฉันเพล..

วันร้ายคืนร้าย.. ก็เที่ยวออกมา "วิพากษ์วิจารณ์" การบ้านการเมือง

หน่วยงานรัฐก็คอย "จองเวร" กับพระกับเจ้าซะเหลือเกิน.. ทั้งๆที่ "หลักฐาน" ก็หาไม่ได้..  แต่ยัง "ออกข่าว" มาว่า "เยอะ" จนต้องใช้เวลาพิจารณา..

ก็ว่ากันไป.. แต่ถ้าจะให้ "ดี" ช่วยไปคลี่คลาย "คดี" ของ "ธวัชชัย อนุกูล" ให้มัน "กระจ่าง" แบบใสใสที..

แล้วค่อยไป "จองกฐิน" กับวัดใหญ่แถวปทุมก็ยังไม่สาย.!!!


นอกจากนั้นยังมี "ภัยมืด" ที่คุกคาม "เงียบๆ" แต่ "ซึมลึก" ลงไปถึง.. รากแก้ว.!

ขยายจาก "แดนใต้" กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคแล้ว.!!!

แต่ "ชาวพุทธ" ที่ยังไม่ทราบ เพราะเขาทำกันเป็น "กระบวนการ" ตั้งแต่ระดับจังหวัด.. อำเภอ.. ตำบล.. ไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน

มีงบจาก "รัฐ" คอยสนับสนุนในการ "สร้าง" สถานที่ปฏิบัติกิจทางศาสนา.. รวมถึงการ "จ่าย" ให้ในช่วงเดินทางไปแสวงบุญ


ในขณะที่ฝ่ายหนึ่ง "โตวันโตคืน" เพราะได้น้ำเลี้ยงดี บวกกับมี "ผู้ใหญ่" คอยช่วยเหลือสนับสนุน

สารพัด "โปรโมชั่น" จะจัดให้แบบ.. ลด.. แลก.. แจก.. แถม

หันมามองพุทธแล้วก็ให้ "อนาถใจ" แค่กฎหมายจะขอไปกราบไหว้ "สังเวชนียสถาน" ของพระพุทธเจ้ายังถูกตีตก..

งบ "สนับสนุน" เกี่ยวกับการเรียนการสอน "ศีลธรรม" ก็ถูกตัดจนหมด.. ราวกับต้องการให้ "เด็กๆ" ค่อยๆ "ย้ายค่าย" ก็มิปาน..

เด็กข้างวัด..
ไม่ใช่ปราชญ์ เพียงไม่อาจทนเห็นหลวงปู่หลวงตาทั้งหลาย โดนใส่ร้ายป้ายสี...เกลียดแบบไร้สาระ

ระทึก ไฟไหม้ตลาดบางหลวง มูลนิธิธรรมกาย เร่งช่วยผู้ประสบภัย !!!

เมื่อวันพฤ.ที่ 6 ต.ค 59 คณะสงฆ์ศูนย์อบรมเยาวชนนครปฐม เป็นตัวแทนหมู่คณะ ไปมอบของช่วยผู้ประสบอัคคีภัย ที่ตลาดร้อยปีบางหลวง อ.บางเลน !!!




 และวันนี้ 7 ต.ค. 2559 ได้ประสานงานจากมูลนิธิธรรมกายเอาของไปช่วยอีก 100 ชุด !! 

 ถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมกายถึงมือผู้ประสบภัยชาวบางหลวง อ. บางเลน .



  โดยมีคณะพระอาจารย์ เป็นตัวแทนไปมอบให้ในนามพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) อนุโมทนาทุกส่วนงาน !!




 ระทึก ไฟไหม้ตลาดบางหลวง ชาวบ้านโกลาหล ต้องอพยพผู้ประสบอัคคีภัยกว่า 900 ชีวิต!! 




 เมื่อวันพุธที่ 5 ตุลาคม 59 เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ที่ตลาดบางหลวง อ. บางเลน ทำให้มีบ้านเรือนประชาชนถูกเผาเสียหายไปกว่า 40 คูหา /โดยทางอำเภอบางเลนได้จัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราว



 ที่ศาลาประชาคม เทศบาลบางหลวง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ครอบครัวผู้ประสบภัยมาลงทะเบียน เพื่อรับความช่วยเหลือต่อไป.



เมื่อเกิดเหตุ หรือเกิดความเดือดร้อนขึ้นในชุมชน  วัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย ก็มิได้นิ่งนอนใจ เร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ด้วยหัวใจกัลยาณมิตร เช่นนี้ตลอดมา !!!



cr. เพจพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

@.. สมบัติผลัดกันชม ..@

...มีเจ้าของที่ดินมากกว่า 500 ไร่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า..

... เมื่อก่อนผมมีที่ดิน 500 ไร่รวมๆ กันทุกเขตของกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ตอนนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมพกเงินในกระเป๋ากินเหล้าครั้งละแสน ทำมาค้าขายไม้ได้เงินดีจริงๆ ลูกๆ ผมส่งเรียนเมืองนอกหมด ไม่ต้องทำงาน  เรียนอย่างเดียว เมียผมชอบเล่นหุ้นๆ ก็ขึ้นเอาๆ เรามีเงินสดหลายร้อยล้าน 


... มีญาติผมคนหนึ่งเดือดร้อนมายืมเงินผม ผมด่าเขาซะไม่มีชิ้นดี  แต่ก็ให้เงินไปนะแสนนึง  แล้วบอกเขาว่าไม่ต้องมาหากูอีกนะ กูทานให้ เขารับเงินพร้อมน้ำตา ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกเขาจะรู้สึกยังไง 

... ปีต้มยำกุ้ง ผมไม่สะดุ้ง ปีน้ำท่วมน้ำพัดทุกอย่างไปจากชีวิตผมจริงๆ เมื่อผมคิดการใหญ่ตั้งโรงงานอะไหล่ที่อยุธยา ไม่ได้ทำไม้แล้ว รถผม 19 คัน บ้านอีก 5 หลัง ที่ดินทั้งหมด และเงินสดที่เคยมี แฟนผมเล่นหุ้นเจ๊งไปสี่ร้อยกว่าล้าน ลูกๆ ทำธุรกิจก็หมดตัวขาดทุนย่อยยับ ภายใน 2 ปี สิ่งที่ผมมีมันหายไป  เหลือไว้เพียงหนี้สินสองร้อยกว่าล้าน 

... ปัจจุบัน ผมคือบุคคลล้มละลาย เช่าห้องแถวอยู่  พอได้ขายก๋วยเตี๋ยวประทังชีวิต  รอความตายไปวันๆ  เมียผมก็ไม่มีกระจิตกระใจทำอะไร ลูกๆ ผมไม่เคยเห็นหน้า ตอนนี้อายุ 76 ผมต้องยกหม้อก๋วยเตี๋ยว ล้างจาน เจ็บป่วยก็ใช้ 30 บาทรักษาได้ทุกโรค ใครจะว่าคุณทักษิณยังไงผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าถ้าไม่มีโครงการนี้  ผมคงนอนกินยาทัมใจแทนไปหาหมอ ทุกวันนี้ผมปลงได้แล้วนะ

  ผมมาลำบากตอนแก่ เงินค่าเช่าห้องนี้  ผมไปยืมจากคนที่ผมเคยด่าเขาแล้วให้เขาไปแสนนึง  ลูกเขาเป็นคนให้ หลานไม่ได้ด่าผม แต่เขายื่นเงินให้ผมแสนห้า  แล้วบอกผมว่า "พ่อผมบากหน้าไปยืมเงินคุณลุง เพราะตอนนั้นผมเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดสมอง พ่อนั่งให้คุณลุงด่า  แล้วโยนเงินให้เหมือนหมา พ่อบอกว่าจะตีพ่อก็ยอม  เพราะชีวิตลูกมีค่ามากกว่าคนที่จะช่วยได้

  เขาด่าตีทำร้ายหัวใจ ถ้ามีเงินให้คืนคุณลุง แสนนี้ผมคืน ห้าหมื่นคือดอกเบี้ย เราไม่มีหนี้บุญคุณกัน แต่ถ้าคุณลุงลำบาก คุณลุงมายืมกับผมๆ จะให้กู้ ผมจะไม่ด่าคุณลุง เหมือนที่คุณลุงด่าพ่อผม จริงถ้าไม่มีเงินคุณลุง ผมคงตาย แต่ถ้าพ่อผมไม่อดทนเพื่อแลกชีวิตผม ผมก็ตาย ผมทำตามที่พ่อบอกแล้ว 

... ลูกพ่อดูแลพ่อ ส่วนลูกคุณลุงผมไม่รู้ กรรมของใครของมัน" 

... ผมเดินร้องไห้มาถึงบ้าน เอาเงินจ่ายค่าเช่าห้องแถว ลงทุนมีเก็บไว้ 30,000 บาท และผมเข้าใจความรู้สึกของคำว่า กรรมนั้นตามสนอง หลานไม่ได้ด่า แต่หลานพูดความจริง เพียงแต่ผมรับความจริงไม่ได้ 

... แต่ตอนนี้ผมมีความสุขดีนะ  ขอทาน  พระ แม่ชี มากินก๋วยเตี๋ยวผม  ผมไม่คิดเงิน ตอนผมมีเยอะๆ ผมอยากเก๋เบื่อคนบอกบุญ  ผมหลอกเขาว่านับถือคริสต์  ผมไม่เคยทำบุญ ผมเที่ยว  ผมกิน  ผมมีผู้หญิง หมดตัวมีหนี้สิ้นเพื่อน ไร้ลูก ผมถึงฟังธรรมะได้ เข้าวัดเป็น  รู้จักทำทาน อีกหน่อยก็คงตายไป  ผมห่วงแค่เมียผม ผมภาวนาให้เมียผมตายก่อนผม เพราะถ้าผมตายก่อนเมียผม ผมจะตายตาไม่หลับ....

... ไม่ต้องถามว่าร้านอยู่แถวไหน เพราะจะไม่บอกครับ  เก็บเรื่องราวมาให้อ่าน คนอ่านจบได้กำไร
คนขี้เกียจอ่านก็คงพลาดโอกาส 

... กำลังใจจากคุณตาที่ให้มา 
"ไม่มีอดตาย สำหรับคนขยัน และจนลง ไม่มีการปลงตก  ถ้าไม่เคยสูงสุด  แล้วมาต่ำสุด"

...เรื่องนี้สอนข้าพเจ้าได้ลึกซึ้งเหลือเกิน!!!

ขอจงอย่าประมาทในการดำเนินชีวิตเลยนะ...

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คิดสักนิด ! ตั้งสติกันสักหน่อย !!!

หลายสิบปีที่ผ่านมา เราใช้เงินกันเก่งขึ้น
ทั้งรูปแบบการใช้เงิน และช่องทางการใช้เงิน


ย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปีก่อน
เราไม่มีร้านอาหารให้กินนอกบ้านเยอะเท่านี้
ตอนนี้ร้านรวงเต็มไปหมด ทั้งในและนอกห้าง
มื้อละพันบาทเป็นเรื่องปกติของคนเงินเดือนหลักหมื่น

ย้อนกลับไปสัก 20 กว่าปีก่อน
เรายังไม่มีค่าใช้จ่ายหลายช่องทางเท่าทุกวันนี้
เรายังไม่มีค่ามือถือให้ต้องจ่าย ไม่มีค่าอินเทอร์เน็ตให้ต้องเสีย

ไม่มีค่าสมาชิกรายเดือนต่าง ๆ นานาที่ต้องจ่ายประจำ
ไม่มีค่าดูดีในสายตาคนอื่นที่เราต้องจ่ายอีกมาก
เช่น มือถือรุ่นใหม่ รถแต่งสวย ๆ เสื้อผ้า กระเป๋า เช่าคอนโดกลางเมือง

หลายสิบปีที่ผ่านมา เราใช้เงินกันเก่งขึ้น
แต่เรากลับหาเงินกันเก่งเท่าเดิม ด้วยวิธีการเดิม
มีรายได้ทางเดียว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ลองคิดดูสิครับ รอบ 20 กว่าปีที่ผ่าน
คนส่วนใหญ่มีวิธีหาเงินใหม่ ๆ บ้างมั้ย?
ไม่มีแน่นอน

เรายังคิดในกรอบเรื่องการหาเงิน
แต่คิดนอกกรอบเรื่องการใช้เงินไปเรียบร้อยแล้ว
จินตนาการในการใช้เงิน วิ่งไวกว่าจินตนาการในการหาเงิน

จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนยุคนี้จะมีเงินเก็บ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องรวย แค่เงินเก็บก็ยากแล้ว
ใครมีเงินเก็บหลักแสนนี่ไม่ธรรมดานะครับ
ทั้งที่ในความจริง เงินแสนใช้ไม่กี่เดือนก็หมดแล้ว
แปลว่าคนยุคนี้ หยุดทำงานไม่ได้ หยุดแล้วจะเอาอะไรกิน?

กิจการไม่มี ที่ดินไม่มี ที่อยู่ก็เช่า
ลูกเต้าก็ไม่มี ทรัพย์สินก็ไม่มี

มีอย่างเดียวคือ "ชีวิต" แล้วเขาก็บอกว่า "ชีวิต ใช้ซะ!"
โอเค ใช้ก็ใช้ งั้นไปตายเอาดาบหน้าละกัน
เขาบอกว่า YOLO! You only Live Once
เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ไม่มีชาติหน้าสำหรับคนยุคนี้

ในเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า
ในสังคมที่เต็มไปด้วยโปรโมชั่นล่อใจ
ถ้าคิดไม่ทัน ก็ยากจนแบบไม่รู้ตัว
พูดง่าย ๆ เราจะกลายเป็นคนที่ "ดูดี แต่ไม่มีตังค์"

ตั้งสติสักนิด คิดอีกหน่อยว่า
ถ้าไม่ตายซะก่อน เราได้แก่แน่นอน
อีก 20 ปีข้างหน้า เราใช้เงินเก่งขึ้นแน่นอน
คำถามก็คือ แล้วอีก 20 ปีข้างหน้า เราหาเงินเก่งขึ้นหรือไม่?

ไม่ต้องตอบผมหรอกครับ
ตอบตัวคุณเองได้เลย

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สิ่งที่ความตระหนัก !! อะไรคืออนาคตของชาติที่แท้จริง !!!

ชาวจีนโบราณต้องการอยู่อย่างปลอดภัย !! 
พวกเขาได้สร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยเชื่อว่าจะไม่มีมนุษย์หน้าไหนสามารถปีนมันได้เพราะสูงมาก !

 แต่ทว่า !!  




 ภายในร้อยปีแรก หลังการสร้างกำแพงนั้น เมืองจีนกลับถูกรุกรานถึงสามครั้ง!! 

 ในแต่ละครั้ง กองทัพบกของศัตรู ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทะลวงกำแพง หรือ ปีนมันเลยแม้แต่น้อย..!  

 แต่ทว่าในทุกครั้ง พวกเขาใช้วิธีติดสินบนยามเฝ้าประตู แล้วเข้าทางประตูนั่นแหละ.  



 แน่นอนว่าชาวจีนมัวแต่ห่วงเรื่องสร้างกำแพงจนลืมสร้างคนเฝ้ากำแพง !!  

เพราะการสร้างคน !..
ต้องมาก่อนการสร้างทุกสิ่ง และนี่คือสิ่งที่คนหนุ่มสาวของพวกเราทุกวันนี้ ต้องตระหนักให้มาก !!!

นักบูรพาคดีคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
ถ้าท่านต้องการทำลาย อารยธรรมของประชาชาติหนึ่ง ประชาชาติใด มีขั้นตอนอยู่สามอย่างคือ:  

1.ทำลายครอบครัว !.
2.ทำลายการศึกษา !! 
3.ล้มบุคคลต้นแบบและตัวอย่างที่ดีงามของพวกเขา.  
   

เพราะเมื่อแม่ที่ฉลาด !!
ครูที่จริงใจและต้นแบบที่ดีหายไป!!!

แล้วจะมีใครเล่าที่จะมาคอยเฝ้าเลี้ยงดูต้นกล้าคือเยาวชนผู้ที่จะเป็นอนาคตของชาติให้มีคุณธรรมต่อไป??

ถึงเวลาหรือยัง ? ที่เราจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับสถาบันที่ใกล้ตัวที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุด ที่หลายๆคนมักมองข้ามไป..